เรื่องโดย กุลธิดา สืบหล้า      ภาพโดย สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
จากอนุสาร อ.ส.ท. ธันวาคม 2545
 

 
     งานประเพณีจองพารา    ที่มาจากเว็บไซต์ http://www.hotelsthailand.com/north/maehongson/festival.html
งานประเพณีจองพารา คือประเพณีส่วนหนึ่งในงานเทศกาลออก พรรษา (งานปอยเหลินสิบเอ็ด) คำว่า "จองพารา" เป็นภาษาไทย ใหญ่แปลว่า "ปราสาทพระ" การบูชาจองพารา คือการสร้างปราสาทเพื่อคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้า ที่จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ เทศกาลนี้จัดขึ้นระหว่าง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถึงวัน แรม 8 ค่ำ เดือน 11 โดยก่อนถึงวันงานจะมีการจัดงานตลาดนัด ออกพรรษามีการนำสินค้าต่างๆ ที่จะใช้ในการทำบุญ เช่น อาหาร ขนม ดอกไม้ เครื่องไทยทานมาวางขาย เพื่อให้ชาวบ้านได้หาซื้อ ข้าวของเครื่องใช้ในการเตรียมงาน และมีการจัดเตรียมสร้าง "จองพารา" ซึ่งเป็นปราสาทจำลอง ทำด้วยโครงไม้ไผ่ ประดับ ลวดลายด้วยกระดาษสา กระดาษ สีต่างๆ หน่อกล้วย อ้อยและโคม ไฟ ตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อใช้สมมติเป็นปราสาท รับเสด็จพระ พุทธองค์จากสวรรค์ จากนั้นก็จะยก "จองพารา" ขึ้นไว้นอกชาย คา นอกรั้วหรือบริเวณกลางลานทั้ง ที่บ้านและที่วัด ในวันขึ้น 15 ค่ำ อันเป็นวันออกพรรษานั้น ตั้งแต่เช้าตรู่ประชา ชนพร้อมใจกัน ไปทำบุญตามวัด บางวัดจัดให้มีการตักบาตรเทโว ส่วนในตอน เย็นจะนำดอก ไม้ธูปเทียน และขนม ข้าว ต้มไปขอขมาบิดามารดา และญาติผู้ใหญ่ ก่อนย่ำรุ่งของวันแรม1 ค่ำ จะมีพิธี "ซอมต่อ" คือการอุทิศเครื่องเซ่นแก่สิ่งที่ชาวไตถือว่ามีบุญคุณในการดำเนิน ชีวิต โดยนำกระทงอาหารเล็กๆ ที่จุดเทียนติดไว้ด้วยไปตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ แสงประทีปนับ ร้อยนับพันดวงตามวัด สถูป และบ้านเรือนในตอนใกล้รุ่งเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจมาก ตลอดระยะเวลาของการจัดงานตั้ง แต่แรม 1 ค่ำไปจนถึงแรม 8 ค่ำ จะมีการถวายข้าวที่จองพาราวันละครั้งและจุดเทียน หรือประทีป โคมไฟไว้ตลอดในช่วงเวลาตลอดเทศกาล จะมีการละเล่นเฉลิม ฉลองหลายชนิดเช่น ฟ้อนโต ฟ้อน รูปสัตว์ต่างๆ ฟ้อนก้าแลว (ฟ้อนดาบ)เฮ็ดกวาม ฯลฯ ตามถนนหนทางและบ้าน เรือน ต่างๆ เป็นการละ เล่นที่สืบ เนื่องมาจากความเชื่อว่าสัตว์โลก และสัตว์หิมพานต์พากันรื่นเริง ยินดีออกมา ร่ายรำเป็นพุทธ รูปรับเสด็จ ก่อน จะถึงวันแรม 8 ค่ำ จะมีพิธี "หลู่เตนเหง" คือ การถวายเทียน พันเล่ม โดยแห่ต้น เทียน ไปถวายที่วัด และใน "วันกอยจ้อด" คือวันแรม 8 ค่ำ อันเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลออกพรรษา จะมีพิธี "ถวายไม้เกี๊ยะ" โดยนำฟืนจากไม้เกี๊ยะ (สนภูเขา) มามัดรวม กันเป็นต้นสูงประมาณไม่ต่ำ กว่า 2.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณไม่ต่ำกว่า 30 เซ็นติเมตร แล้วนำเข้าขบวน แห่ประกอบ ด้วย ฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆ และเครื่องประโคมไปทำพิธีจุดถวายเป็นพุทธบูชา ที่ลานวัด เป็นอันสิ้น สุดเทศกาลออกพรรษาของชาวไต


ขุนยวมและเจ็ดวันอันแสนสุข



“ในชีวิตการเดินทาง ฉันคงไม่อาจลืมค่ำคืนนั้นได้”

ความงามและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาที่ เมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน คืนที่จันทร์เพ็ญทอแสงนวลในเดือน 11 ทุกคนในหมู่บ้านมารวมกันอยู่ที่วัด เพื่อจุดเทียนและไม้เกี๊ยะรับ “พารา”หรือพระพุทธเจ้า ด้วย “จอง” ปราสาทอันวิจิตรฝีมือ สล่า ของหมู่บ้าน เงาของผู้คนไหววูบในแสงเทียนที่ไหวระริกยามลมหนาวแห่งต้นฤดูพัดมา ควันสีขาวและเสียงปุ้งป้างของประทัดแทรกอยู่ในทุกอณูของอากาศ หมู่บ้านกลางภูเขาราวกับเกิดสงครามย่อยๆ ภาพเหล่านี้ชวนให้หลงเพริด

ฉันรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาอันพิเศษ เจ็ดวันในขุนยวม ฉันเพียงอยากจะเล่าให้ฟังว่าความสุขและอิ่มใจเพียงใดที่ได้เห็นพลังอันเข้มแข็งของชาวไทยใหญ่แห่งขุนยวงม ผู้ซึ่งส่งผ่านความศรัทธาถึงกันมาเนิ่นนาน

อย่างน้อยความแข็งขันในการเตรียมงานจองพาราที่ฉันเห็น กับแววตาเปล่งประกายยามเงยหน้าขึ้นมองจองพารา ตงยืนยันได้บ้างว่า พวกเขาจะไม่ปล่อยให้มันขาดช่วงไปโดยง่าย



เมื่อแรกมาถึง



บ่ายโมงตรง เราสองคนมาถึงตัวอำเภอด้วยรถโดยสารเที่ยวหกโมงครึ่งจากเชียงใหม่ หลังออกจากหมอชิตมาค่ำก่อนหน้านี้ราวสามทุ่ม คนเก็บค่าโดยสารเป็นสาววัยรุ่น ช่วยฉันกับช่างภาพกวาดสัมภาระทั้งหมดลงมากองบนพื้นก่อนคนขับผู้ชำนาญทางโค้งจะบึ่งรถต่อไปยังเมืองแม่ฮ่องสอน ทิ้งเราอยู่ในเปลวแดดใต้ท้องฟ้าใสกระจ่าง ให้เราได้เริ่มต้นฤดูหนาวกันที่ขุนยวม

บ้านไม้เรียงรายกันอยู่สองข้างทางหลวงหมายเลข 108 ซึ่งตัดตรงผ่านลาดเนินใจกลางขุนยวม แต่กลับเงียบเชียบยิ่งกว่าถนนในหมู่บ้านบางแห่งของกรุงเทพฯ เสียอีก บ้านริมถนนส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านขายของชำ หรือไม่ก็ร้านอาหารตามสั่งหลายร้าน เห็นแล้วเข้าใจได้ว่าช่วงเทศกาลชะมดอกบัวตองคงจะคึกคักน่าดู

เช้าตรู่ขณะที่เมืองยังหลับใหล ฉับกับช่างภาพจะฝ่าหมอกขาวโพลนมาตลาดเช้า เราต้องสวมแจ๊กเก็ตและเอาฮู๊ดขึ้นมาคลุมศีรษะไว้ ละอองหมอกนั้นเหมือนกับละอองฝนทีเดียว

ตลาดเช้าขุนยวม ไม่คึกคักเท่าตลาดในเมืองท่องเที่ยวอื่น แต่ก็อาจมีคนแปลกหน้ามาเดินเก้ๆ กังๆ บ้าง เมื่อถึงฤดูท่องเที่ยว ช่วงที่เหลือมีแต่คนท้องถิ่นและแม่ค้าในชุดไทยใหญ่สวมกุบไต ผู้ซึ่งจัดวางของที่เตรียมมาขายอย่างเป็นระเบียบ อันได้แก่ พืชผักสวนครัวและดอกไม้ที่เพิ่งเก็บมาจากบ้าน มะละกอลูกใหญ่ 1 ลูก 5 บาท กล้วยน้ำว้าอวบอ้วนสุกคาต้น 1 หวี 3 บาท ถั่วพูห่อเป็นกำด้วยใบตองตึง กำละ 2 บาท ลิ้นฟ้าที่เพิ่งสอยลงมาหลายฝัก ฝักละ 5 บาท นั่งขายกันตั้งแต่ติดตลาดตอนตีสามไปจนถึงเจ็ดโมงเช้า ก่อนตลาดวายขายกันไปดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ “ได้เงินก็เอาไว้ซื้อขนมกิน” คุณป้าคุณยายบอกอย่างน่ารัก

เราเดินดูของช้าๆ คนไทยใหญ่ไม่นิยมเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ในตลาดจึงมีขายเฉพาะเนื้อหมู ไก่ และปลา นอกจากนั้นเป็นพวกผัก ผักกำน้อยๆ ขายสองสามบาท ไม่มีใครซื้อของทีละมากๆ ไปอัดไว้ในตู้เย็นเหมือนแม่บ้านเมืองกรุงผู้มีเวลาน้อยนิด คนขุนยวมซื้อกับข้าววันต่อวัน พวกเขามีเวลาเหลือเฟือสหรับหาของที่ต้องการ

ฉันซื้อของกินเล่นไทยใหญ่อย่างข่างปองเต๊กเบิ้ง มะละกอดิบปรุงรสแล้วนำมาทอดในกระทะแบนๆ เรียกว่า เบิ้ง และขนมถั่วเต็กเบิ้ง กับขนมครกแบบโบราณจริงๆ ที่ไม่ซับซ้อนแบบต้องโรยฟักทอง ข้าวโพด หรือเผือกลงไปผสม แล้วทำแผ่นกรอบๆ ไว้ตรงขอบ แค่ขนมครกธรรมดานิ่มๆ แอบน้ำตาลทรายแดงไว้ให้จิ้มต่างหากข้างกระทงเท่านั้น ทั้งหมดนี้จะยิ่งอร่อยเมื่อได้มานั่งกินแกล้มกับกาแฟของลุงจิ่ง แสงใสหน้าศาลาอเนกประสงค์

นอกจากร้านกาแฟ ร้านข้าวแกง ร้านขายของชำ หรือหน้าบ้านที่มีที่ให้นั่งเล่นแล้ว ราใช้เวลาส่วนหนึ่งในวัด ที่ขุนยวมมีวัดของชาวไทยใหญ่หลายวัด ฉันชอบศาลาไม้โย้เย้ของวัดต่อแพที่สุด ศาลาหลังน้อยนี้มีที่นั่งหันหน้าเข้าหากันตั้งอยู่คร่อมลำรางเล็กๆริมรั้ว เบียดชิดนาขั้นบันไดสีเขียวสดที่เบื้องหลังเป็นภูเขาลูกย่อม ให้เราได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของรวงข้าวเจือมาในสายลม












วัดต่อแพอยู่ในตำบลแม่เงา ห่างจากตังอำเภอมาประมาณ 5 กิโลเมตร ตามทางเล็กๆ ตรงข้ามวัดม่วยต่อ เดิมเป็นวัดร้างตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2461 ด้านข้างของวัดมีลำน้ำยวมไหลผ่าน สายน้ำนี้ทำให้เกิดที่มาของชื่อ ต่อแพ เพราะในอดีตมักจะมีพ่อค้ามาแวะพักบริเวณวัดเพื่อทำแพบรรทุกข้าวสารล่องไปขายยังแม่สะเรียง

อีกวัดที่เราแวะไปบ่อยๆ คือ วัดม่วยต่อ วัดไทยใหญ่แห่งนี้เดิมเป็นวัดร้างมานานก่อน พ.ศ. 2397 รูปรอยเดิมมีเพียงซากอิฐของพระธาตุและวิหาร จึงได้ชื่อว่า วัดม่วยต่อ ซึ่งแปลว่า พระธาตุ

ช่วงเวลากลางวันในฤดูหนาวเริ่มสั้นลง ความมืดคลี่คลุมขุนยวมเร็วขึ้น แต่เราก็ผ่านมันไปอย่างไม่รีบร้อน สายลมพัดผ่านเข้ามา แต่ยังไม่ถึงกับหนาวจัด เมื่อออกไปยืนบนถนนฉันเห็นหมอกขาวฟุ้งกระจายห่มขุนยวมให้ค่อยๆหลับใหล



ศรัทธาเมืองปอน



งานจองพารา ใหล้เข้ามาเต็มที เช้านี้เสียงตามสายรายงานว่าปีนี้ขุนยวมจะมีขบวนแห่ไม้เกี๊ยะและรำกิงกะหล่าด้วย การทำจองพาราต้องไปจ้างสล่าทำ อย่างน้อยจองปิ๊กต่านก็ราคา 300 บาทแล้ ส่วนใหญ่ใครที่มีฐานะดีหน่อยจะยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อให้ได้จองกอที่สวยงาม

การบูชาจองพาราในเทศกาลออกพรรษาของชาวไทยใหญ่นั้น ชื่อกันว่าได้บุญมาก ทั้งสัตว์และผีสางเทวดาจะรักใคร่ ให้ความช่วยเหลือ จองพารานี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อในพระพุทธศาสนาตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปเทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พอครบ 3 เดือน จึงเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันออกพรรษา ชาวบ้านชาวเมืองต่างยินดีปรีดา จัดทำปราสาทไว้หน้าบ้านต้อนรับพระพุทธองค์ รวมถึงสัตว์ต่างๆ ก็ยินดีเช่นกัน จึงได้มีการจัดทำรูปสัตว์ฟ้อนรำแห่แหนไปตามวัดและถนนในหมู่บ้านด้วย

การทำจองเป็นงานฝีมืออย่างหนึ่ง สล่าเท่านั้นที่จะทำได้ ช่วงนี้สล่าทั้งหลายต่างเร่งทำจองให้ทันเวลา บางคนสั่งทำจองกอ ซึ่งงดงามและละเอียดรองจากจองยอด เพราจองยอดจะทำบูชาเฉพาะที่วัดจองปิ๊กต่าน หรือจองยอดตัดนั้น คนนิยมสั่งกันมาก จัดเป็นจองระดับกลางๆ ส่วนจองผาสาน ใครที่มีฝีมือก็จะทำเองเพราะง่าย เพียงใช้ตอกสานให้มีรูปร่างคล้ายจองพาราขนาดเล็กเป็นอันใช้ได้

สองวันก่อนงานเริ่ม นอกจากที่บ้านสล่าแล้ว ขุนยวมยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเด่นชัด แต่สำหรับเมืองปอน วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของการเตรียมงานอย่างแข็งขัน

บ้านเมืองปอนอยู่ห่าจากตังอำเภอไปทางแม่สะเรียงราว 13 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในที่ราบกลางภูเขา เมื่อแรกมาถึงเรามุ่งหน้าไปวัดเมืองปอนซึ่งกำลังคึกคัก









" คนไตเมืองป๋อนอพยพมาจากรัฐฉานในพม่า มาตามแม่น้ำสาละวิน มีผู้นำคนสำคัญ 7 คน พาลูกหลานมาพร้อมกับพระสงฆ์อีก 37 รูป มาถึงเมืองเมืองหนึ่ง น่าอยู่มาก ก็พบว่ามีพวกญาง (กะเหรี่ยง) อยู่ก่อนแล้ว พวกนั้นบอกว่าคือเมืองของเจ้ามหาชีวิตเชียงใหม่ แรกๆ ก็ขึ้นไปตั้งบ้านเรือน 27 หลังบนดอยเวียง เพราะเป็นชัยภูมิที่เหมาะ ก็เลยถูกเรียกว่า พวกหรอยเวียง วันหนึ่งมีโจรยกพวกมาชวนคนหรอยเวียงไปรบกับเจ้ามหาชีวิต แต่ไม่มีใครไป เลยต้องรบกับพวกโจรเสียเอง พอรบชนะ เจ้ามหาชีวิตรู้ข่าวว่าคนหรอยเวียงมีความจงรักภักดี จึงแต่งตั้งน้อยศรี คนสำคัญของหรอยเวียงในตอนนั้นเป็นพญาไพศาล ให้น้อยตี้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ให้อำนาจและอาวุธมาเต็มที่ จากนั้นชาวหรอยเวียงก็อพยพลงมาอยู่ในที่ราบกลางภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ มีการเฉลิมฉลองให้พรกัน เลยตั้งชื่อเมืองตามภาษาไตว่าเมืองป๋อน จนเพี้ยนมาเป็นเมืองปอน ” นี่คือที่มาของชื่อเมืองนี้

ยามสายที่แสงแดดจ้า วัดเมืองปอนเต็มไปด้วยผู้คน ฝ่ายหญิงอยู่บนศาลาการเปรียญ ฝ่ายชายก็จับกลุ่มกันที่สนามหญ้า ตรงเอวเหน็บอุปกรณ์เชิงช่างหลายชนิด มีไม้ไผ่กองอยู่ข้างๆกองใหญ่ บนศาลามีหมวกไทยใหญ่ หรือกุบไตวางเรียงรายเป็นแถวยาวบนพื้นไม้กระดานเงาวับ มีชาวบ้านนั่งจับกลุ่มง่วนอยู่กับกระดาษสีสวยๆ ฉลุลายอ่อนช้อยกลางวง

“นี่เรียกว่าที เป็นร่มสำหรับพระพุทธเจ้า อันโน้นคือจั๊กจ่าใช้ประดับจอง ส่วนที่ห้อยอยู่นั่นเรียกว่าตุง ไว้ประดับบนศาลา” คำชี้ชวนของคุณยาย

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ต้องทำขนมออกพรรษา ได้แก่ ข้าวเม็ดก่าย ขนมวง ข้าวมูนซอน ข้างปอง และขนมเทียน เพื่อนำไปให้ผู้ที่รักนับถือกัน รวมทั้งนำไปถวยพระและจองพารา บรรยากาศการเตรียมงานเข้มข้นขึ้น เพราะวันนี้เป็นวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11

ผู้หญิงจะจัดดอกไม้ที่เก็บมาจากรอบๆบ้านใส่อวดดอก หรือกรวยใบตอง นอกจากนั้นยังต้องทำซอมต่อ ซึ่งเป็นกระทงสี่เหลี่ยมหรือห้าเหลี่ยมสำหรับใส่ข้าว ขนม และผลไม้ถวายพระพุทธเจ้า และก๊อกต่าง กระทงแปดเหลี่ยมสำหรับถวายผีเจ้าที่และศาลเจ้าเมือง ส่วนผู้ชายบางส่วนจะไปวัดกันเพื่อยกจองพาราขึ้นบนเข่ง หรืฐาน จากนั้นนำทีและจั๊กจ่าที่ฝ่ายหญิงทำวันวานมาประดับ รวมถึงเครื่องห้อย คือผลไม้และขนมมาผูกไว้ใต้เข่งด้วย



ขณะเดียวกันทุกบ้านก็จะทยอยนำจองพาราของตนขึ้นตั้งบนเข่งตั้งแต่เย็น ประดับประดาด้วยเครื่องบูชาทั้งหลาย โดยทั่วไปการตั้งบูชาจองพาราจะตั้งกันหน้าบ้าน หรือบริเวณที่สูงจากพื้น อาจเป็นริมหน้าต่างหรือบนระเบียง ตกกลางคืนจองจะโดดเด่นด้วยไฟประดับ เมื่อก่อนชาวบ้านเคยใช้เทียน แต่ในสมัยนี้ใช้ไฟกระพริบแบบเดียวกับที่ใช้ในงานปีใหม่ เพราะสะดวกและไม่เป็นอันตราย

เมื่องานที่บ้านเสร็จก็ต้องชวนกันไปกาพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่เพื่อขอขมาในสิ่งที่เคยทำผิด ซึ่งชาวไทยใหญ่ เรียกว่าไปกั่นต่อ ด้วยเชื่อว่าก่อนที่จะไปรับไปกราบพระพุทธเจ้านั้น ต้องกราบพ่อแม่ผู้เป็นพระในบ้านเสียก่อน

ช่วงหัวค่ำเริ่มมีคนทยอยมาวัดกันเรื่อยๆ หิ้วตะกร้า ใส่ผลไม้แกะสลักอย่างสวยงามและขนมมารวมกันเป็นซอมต่อหลวง เตรียมถวายพระพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น โดยจะมีการทำข้างมธุปายาส 49 ก้อนด้วย



ค่ำคืนอันแสนสุข


ราวตีสามครึ่ง เสียงประทัดดังไปทั่ว ชาวบ้านบอกว่า ถ้าได้ยินเสียงประทัด นั่นหมายความว่าชาวบ้านเขาตื่นเตรียมตัวไปวัดกันแล้ว หลังจากจุดเทียนและวางก๊อกต่างบูชาผีเจ้าที่ตรงหน้าบ้านแล้ว ต่างก็พาจิตใจอันผ่องแผ้วและสีหน้าแจ่มใสมาถึงวัดกันยังไม่ถึงตีสี่ จองพาราในยามนี้สวยและขรึมขลังด้วยแสงเทียนวับแวม คนยิ่งมากขึ้น จำนวนเทียนก็มากตาม

เริ่มต้นด้วยการขึ้นไปกราบพระพุทธรูปศิลปะไทยใหญ่บนศาลาการเปรียญ ถวายซอมต่อ นำข้าวและกับข้าวไว้ในครัวเพื่อถวายพระสงฆ์ จากนั้นพากันเดินไปยังจองพาราตรงสนามหญ้า จุดเทียน ถวายดอกไม้และซอมต่อ แล้วเดินไปที่ตะรางห้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน จุดเทียน ถวายดอกไม้และก๊อกต่างบนฐานสูงๆทั้งห้าฐาน สุดท้ายที่หลงลืมไม่ได้ก็คือ ศาลเจ้าเมืองข้างๆ วัด โดยถวายเครื่องบูชาแบบเดียวกับตะรางห้า จึงเป็นอันเสร็จพิธีในช่วงนี้ จากนั้นแต่ละคนจะกลับบ้ายและสวมเสื้อไทยใหญ่มาวัดกันอีกครั้งตอนแปดโมงเช้า ส่วนคนเฒ่าคนแก่จะแต่งชุดขาวมาถือศีลนอนวัดกัน


เมื่อชาวบ้านมาถึงวัดกันอีกครั้ง พระจะเริ่มสวดมนต์เป็นภาษาไทยใหญ่ เช้าวันออกพรรษาเป็นธรรมดาที่ร้านรวงจะปิดเงียบ ผู้คนมุ่งหน้าเดินไปยังวัดใกล้บ้าน



ฟ้าเริ่มมืด หลังจากที่คนเฒ่าคนแก่ที่มานอนที่วัดสวดมนต์เสร็จก็พากันเดินลงมาจากศาลาการเปรียญเพื่อจุดเทียนบริเวณจองพารา ชาวบ้านจะทยอยหอบเอาไม้เกี๊ยะมาคนละกำสองกำใหญ่ ตอกปักจนทั่ววัดและที่ศาลเจ้าเมือง พร้อมกับจุดไฟ เสียงประทุดังขึ้นเบาๆ “ ไฟจากไม้เกี๊ยะนี้จะนำทางให้พระพุทธเจ้าลงมายังโลกมนุษย์” ขณะที่บางคนบอกว่าบุญที่ได้ทำในวันนี้จะได้โชติช่วงเหมือนเปลงไฟนี้


ดวงจันทร์ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ส่องแสงสีนวล ทั่วทั้งบริเวณวัดและหน้าบ้านแทบทุกหลังในเมืองปอน วิบวับไปด้วยแสงเทียนและเปลวไฟจากไม้เกี๊ยะ จองพาราบนบ้านสว่างเรืองพร้อมด้วยเครื่องบูชา ท่ามกลางควันสีขาวปลกคลุมไปทั่วเมือง และเสียงประทัดที่ระดมจุดของหนุ่มสาว ผู้คนมารวมกันจนแน่นขนัด ยืนดูรำนกของเด็กนักเรียนชุมชนเมืองปอน

หลายวันที่อยู่ที่นี่ เป็นช่วงเวลาอันแสนสุขที่ผ่านไปโดยเรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าจริงๆ

 
 
 
 
 
กลับสู่ - -> หน้าหลัก <- - กลับสู่

Copy right 2006@Sumbala Team