| |
|
|
|
 |
ข้อมูลและภาพโดย....สร้างสรรญจร |
|
|
|
"Musaekee"
มูเส่คี มูเจะคี มือเจะคี
คือชื่อที่ชาวบ้านชาวปวาเก่อญอใช้เรียกพื้นที่ป่าสนวัดจันทร์ แปลว่าต้นน้ำแม่แจ่ม
ตั้งอยู่ในเขต ต.บ้านจันทร์ และ ต. แจ่มหลวง อ. แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่
อยู่ห่างจากตังเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตัวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ
150 กิโลเมตร สามารถเดินทางสู่มูเส่คีได้ 4 เส้นทาง คือ
1.
เชียงใหม่ - แม่ริม - สะเมิง - บ่อแก้ว - แม่ตะละ - วัดจันทร์
2. เชียงใหม่ - แม่ริม - แม่มาลัย - ด่านป่าไม้
ก่อนถึงปาย 10 กิโลเมตร - เมืองแปง - วัดจันทร์
3. เชียงใหม่ - อินทนนท์ - แม่แจ่ม - แม่นาจร
- เสาแดง - วัดจันทร์
4. แม่ฮ่องสอน - แม่สะกึ๊ด - ห้วยฮี้ - ห้วยไม้ดำ
- ห้วยตอง วัดจันทร์ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ
120,000 ไร่ เป็นป่าสนประมาณ 90% ที่เหลือเป็นป่าดิบเขาในพื้นที่ที่เป็นแหล่งตาน้ำและป่าเบญจพรรณ
มีหมู่บ้านชาวไทยภูเขา เผ่าปวาเก่อญอ (กระเหรี่ยง) ทั้งหมด 19
หมู่บ้าน เส้นทางระหว่างหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังเป็นเส้นทางทุระกันดาร
ช่วงหน้าฝนต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น คนปวาเก่อญอที่มูเส่คีอยู่ที่นี่มานานกว่า
300 ปี โดยมีรากเหง้าชาติพันธุ์มาจากธิเบต เคลื่อนย้ายเผ่าพันธุ์ผ่านพม่า
เข้ามาทางแม่ฮ่องสอน และมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่มูเส่คี ที่นี่มีภาษาพูด
ภาษาเขียน วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนปวาเก่อญอที่ชัดเจน
จุดเด่นที่น่าสนใจระหว่างวัฒนธรรมกับธรรมชาติ คือ
............................
เสียงเตหน่า กลางป่าสน กับคนปวาเก่อญอ .................................
|
|
เสียงเตหน่า
เตหน่า เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของคนปวาเก่อญอ
มีลักษณะคล้ายรูปสัตว์ต่างๆ เช่น นก ไก่ กวาง โดยมีเส้นลวดดึงสายระหว่างตัวกับลำคอ
มีตั้งแต่ 7-9 สายตามความชำนาญของผู้เล่น ใช้บรรเลงประกอบกับการร้องอื่อธา
หรือกวีเชิงปรัชญาที่รวมเอาคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม คุณค่าของการดำรงชีวิตอยู่รวมกันระหว่างคนกับธรรมชาติและทุกสรรพสิ่งอย่างมีดุลยภาพและมีความสุข
กลางป่าสน
ซึ่งประกอบด้วยสนสองใบ (เกี๊ยะดำ) และสนสามใบ (เกี๊ยะขาว) จุดเด่นที่สังเกตได้ง่ายของความแตกต่างระหว่างเกี๊ยะดำและเกี๊ยะขาว
คือลำต้นเกี๊ยะดำจะมีสีเข้มและเปลือกหนากว่าเกี๊ยะขาว ในท่ามกลางป่าสนที่สลับซับซ้อนหลายสิบม่อนดอย
มีท้องทุ่งนาสลับไปมาเป็นเชิงกั้นอยู่ระหว่างฝากฝั่งดอย ริมทุ่งนามีลำธารแม่แจ่ม
ซึ่งหลั่งไหลออกมาจากตาน้ำกลางป่า จนรวมกันเป็นสายธารเล็กๆ แล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้น
ระหว่างสองข้างทางสู่บ้านดอยและเหนือคันนา ยามหน้าหนาวมีดอกบัวตองบานเหลืองอร่ามแซกแซมความงามตามหุบเขา
ช่วงหน้าแล้งในป่าสนมีกล้วยไม้บานชูช่อไสวบนกิ่งไม้ ถึงหน้าฝนดอกขะเจียวสีม่วงอมชมพูเบ่งบานบนพื้นดิน
ในยามเช้านกตะขาบทุ่งปีกแห่งไพรสนสีเขียวฟ้าบินร่อนถลาออกหากิน
พร้อมเพื่อนหมู่มวลปักษาอีกหลายสิบกว่าพงศ์พันธุ์
คนปวาเก่อญอ
พวกเขาเรียกตัวเองว่าเช่นนี้ แต่ราชการตั้งชื่อพวกเขาว่า กระเหรี่ยง
คนเมืองพื้นราบเรียกพวกเขาว่า ญาง
หมู่ฝรั่งดั้งเรียกพวกเขาว่า KAREN จนหลายคนสับสนกับชื่อของเผ่าพันธุ์
เชื้อสายชาติพันธุ์ของเขายังแบ่งเป็นสี่กลุ่ม คือ สกอว์ โปว์ คะยา
และตองสู กลุ่มที่มูเส่คี คิอ ปวอเก่อญอ กลุ่มสกอว์ ศาสนาที่นับถือส่วนใหญ่ในปัจจุบันคือศาสนาคริสต์
แต่ศาสนาพุทธก็ยังคงอยู่ พิธีกรรมที่แสดงถึงความเคารพนับถือธรรมชาติก็ยังคงอยู่
เช่น พิธีเลี้ยงผีป่า พิธีกรรมด้านเชื่อมความสัมพันธ์อย่างเช่นพิธีมัดมือ
และยังมีการพยายามฟื้นฟูประเพณี พิธีกรรมเก่าๆ ที่เคยใช้ประโยชน์ด้านการสอนใจ
สอนคุณธรรมของลูกหลานในอดีต มาใช้ในการแก้สารพันปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนในปัจจุบัน
ประเด็นที่น่าสนใจด้านศาสนาของที่นี่คือการร่วมกันของศาสนาพุทธและคริสต์
ทุกครั้งที่วัดมีงาน กลุ่มชาวคริสต์ก็จะไปร่วม ครั้นมีพิธีการที่โบสถ์
ก็มีชาวพุทธรวมทั้งพระสงฆ์ก็ยังเข้าร่วมพิธี ทำให้ผู้คนภายนอกที่ได้เข้าไปสัมผัสต้องทึ่งในความแน่นแฟ้นของเลือดเนื้อเชื้อชาติชางปวาเก่อญอ
อาจเป็นเพราะรากเหง้าทางวิญญาณ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่บรรพชน
ให้พวกเขารวมเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อจิตวิญญาณได้หลอมรวมกัน วิถีทางสร้างความสุขอาจแตกต่างกันไปบ้าง
ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะมาขวางกั้นคนปวาเก่อญออีกต่อไป
|
|
|
|
Art on folk way
คนปวาเก่อญอมีศิลปะอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่ายและงดงามตามธรรมชาติ
ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพชน ปัจจุบันแม้ความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่จากระบบทุนนิยมที่หลั่งไหลเข้าไปกับกระแสบริโภคนิยมอันเชี่ยวกราก
แต่ความงดงามก็ยังคงมีอยู่
บ้าน ที่อยู่อาศัย
รูปทรงที่เรียบง่ายใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมด ได้แก่ ไม้ไผ่ ไม้สน
ใบตองตึง วิธีการสร้าง วิธีการใช้ประโยชน์ การแบ่งสัดส่วน ทุกอย่างมีความเชื่อและความหมายที่ซุกซ่อนไว้ด้วยคุณค่าและปรัชญาของชีวิต
หลังคาที่พัฒนาการผ่านยุคสมัยบอกเล่าเรื่องราวของกาลเวลา จากใบไม้ในราวป่า
สู่ไม้แป้น แผ่นสังกะสี จนถึงกระเบื้องลอนชั้นดี ครัวฟืนไฟไม่ใช่แค่ที่ประกอบอาหาร
แต่ยังมีประโยชน์อีกนานัปการ ที่ก่อเกิดจากไออุ่นของฟืนไฟในค่ำคืนหนาว
กรุ่นกลิ่นชาเมี่ยงในจอกไม้ไผ่ใบนั้น ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่น้ำใจมิตรไมตรีที่มีให้แก่ผู้มาเยือนคือที่มาของกลิ่นหอมและความอบอุ่น
ชานหน้าบ้าน หลังบ้านและหลังบ้าน บอกเล่าเรื่องราวอีกมากมายจากฟากไม้ไผ่
ขั้นบันได ในอุโอ่งดินเผาใบน้อย มีหลายอย่างถูกจัดวางเรียงร้อยรอคอยการค้นหาอยู่ที่นั่น
เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม
เชกวอสีแดงเข้ามลายทางยาวมีพู่ที่แขนและกลางอก เชกวาสีขาวยาวสวยลายสดใส
เชกวอสีดำเข้มลายขวาง มีลายปักเม็ดเดือยและลายปักของเส้นฝ้ายหลากสี
บอกรหัสลับของป่าไพมากมายบนผืนเสื้อ ถุงย่ามที่สะพายเฉียงกับลำตัวในนั้นมีหลายอย่างมากมาย
ผ้าโพกหัวของหญิงสาว แม่บ้าน และชายแกร่งใช้ปกป้องอะไรหลายอย่าง
ทั้งหมดถูกถักทอจากสมอง สองมือและหัวใจของหญิงสาวและแม่บ้าน ความรู้สึก
ความตั้งใจ ความหวัง ซ่อนอยู่ในใยฝ้ายแต่ละเส้นที่ถักทอเรื่องราวผ่านกาลเวลา
สีสันจากใบไม้เปลือกไม้ในพงป่า คือที่มาของสีสันแห่งชีวิต
|
|
อาหาร
มึ๊อส่าโตะรสเผ็ดร้อน ต่าเพอะพ่อรสเค็ม ต่าโต่เวรสเปรี้ยวหอมกลิ่นเครื่องเทศ
แก๋งข้าวเบ๊อะรวมรส ใช้กินกับข้าวซ้อมเท้าเม็ดโต อุดมด้วยวิตามินและโปรตีน
น้ำชาเมี่ยงใส่เกลือหลังอาหาร บุหรี่ขี้โยมวนโตควันโขมงจากในครัวยามค่ำคืน
นี่คืออาหารกายที่ใช้กินเพื่อดำรงชีพ และสร้างพลังงานในการทำงาน
ดอกไม้สีสวยที่เบ่งบานอยู่หน้าบ้าน กล้วยไม้พวงใหญ่ที่ห้อยอยู่ข้างอุใส่น้ำ
นกสีสวยที่บินมาเกาะกิ่งไม้ชายคาบ้าน นี่คืออาหารเสริมพลังให้แก่ดวงใจได้แจ่มใสเบิกบาน
เสียงเตหน่า แกว กลองกบ ขลุ่ยผิว หวานแว่วจากท้ายครัวในยามค่ำคืนหนาว
คลอเคล้าเสียงอื่อธาสอนใจ กวีเชิงปรัชญา นี่คืออาหารสร้างความเข้มแข็งแก่จิตวิญญาณ
ที่นี่ไม่ใช่มีแค่อาหารหลักห้าหมู่ แต่มีอาหารทุกมิติของการดำรงอยู่อย่างมีความสงบสุขทั้งกายใจและจิตวิญญาณ
ยา รักษาโรค
รากไม้ ใบไม้ ต้นไม้ เปลือกไม้ ผลไม้ และอีกหลายสรรพสิ่งจากธรรมชาติ
นี่คือสิ่งที่ใช้ดูแลรักษาจิตใจทุกดวง ตำเป็นผง ต้มเป็นชา ดองเป็นเหล้า
กินเคี้ยวสดๆ หลากหลายกรรมวิธีในการนำมาใช้ตามสถานการณ์ และอาการ
ส่วนใหญ่เครื่องยาเหล่านี้ก็ถูกใส่เป็นเครื่องปรุงรสในชีวิตประจำวัน
วิธีสังเกต ค้นหา จดจำลักษณะของราก กิ่ง ใบ ลำต้น และผลที่นำมาใช้เป็นยาอาจเป็นสิ่งที่ยากแก่การถ่ายทอดเป็นเชิงตำราวิชาการ
เพราะไม่สามารถมองเห็นสัมผัสจับต้องลิ้มลองของจริงได้ แต่ประสบการณ์ที่ซึมซับผ่านกาลเวลาที่เนิ่นนานค่อยๆเพาะบ่ม
และสั่งสมจนกลายเป็นสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า องค์ความรู้ ภูมิปัญญา
การสรุปบทเรียน การแพทย์ทางเลือก แต่หมอยาปวาเก่อญอหารู้จักคำเหล่านี้ไม่
รู้เพียงว่า สิ่งไหนใช้รักษาโรคอะไร ด้วยส่วนไหน ด้วยวิธีการอย่างไร
ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ มีข้อจำกัดอย่างไร เท่านี้เองที่พวกเขารู้
|
|
|
|
Nice- tradition of Pwakeryaw people
ลมหนาวที่พัดมาช่วงปลายปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้พัดพาเอาความสุขมาเยือนเพื่อนชาวปวาเก่อญอด้วย
ดอกบัวตองเบ่งบานเหลืองอร่าม ต้นคริสต์มาสสีแดงสลับเขียว บอกสัญญาณแห่งเทศกาลเฉลิมฉลองหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งปี
พี่น้องคริสต์จะเดินไปร้องเพลงอวยพรให้แก่กันและกันถึงกองไฟหน้าบ้านและรอบกองขนมผลไม้ภายในบ้าน
เมือค่ำคืนแห่งคริสต์มาสมาถึง ซานต้าก็นำของขวัญแสนสวย บทเพลงอันไพเราะมาให้พรแก่ชีวิตตลอดทั้งคืน
เด็กๆหนุ่มสาวสนุกกับการร้องเพลงประสานเสียงสุดแสนอลังการณ์ดุจดังวงออเคสตร้า
ซึ่งบรรดาศิลปินนักร้องตามตลาดทุนนิยมต้องชิดซ้าย
เริ่มต้นปีใหม่
หลังจากเฉลิมฉลองให้แก่ชีวิต การถักทอ งานจักสาน
งานฝีมือ ก็เริ่มดำเนินการ พ่อบ้านเข้าป่าหาไม้ไผ่หวายเพื่อสานตะกร้าไม้ใหม่ใช้ฤดูกาลที่จะมาถึง
แม่บ้านเข้าป่าหาฟืนไว้ก่อไฟให้หายไอหนาว ยามว่างก็ตระเตรียมเส้นฝ้ายเพื่อใช้ถักทอซิ่นผืนใหม่ไว้ให้แก่คนที่ตนรัก
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่วัดจันทร์ในหมู่บ้านโขว่ควอธิ ก็มีงานประเพณีชาวเขาสัมพันธ์
ที่รวมพี่น้องปวาเก่อญอ พี่น้องม้ง และพี่น้องลีซอ มาพบปะ สังสรรค์
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ในเดือนต่อมาก็มีการสรงน้ำพระธาตุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองทั้งสามองค์
ยามหน้าร้อนก็มีงานมหาสงกรานต์สรงน้ำคนเฒ่าคนแก่และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของวัด
จนชุ่มเย็นท่ามกลางลมร้อน
|
|
|
ย่างเข้า
เดือนพฤษภาคม ฤดูกาลแห่งการเพาะปลูกก็มาเยือน
พ่อบ้านเริ่มออกไปถางป่าเผาไร่ เพื่อรอฝนห่าแรกลงมาสู่ผืนดินที่แห้งแล้งมานาน
เมื่อฝนห่าแรกมาถึงการไถเตรียมดินก็เกิดขึ้น ความเขียวขจีก็เริ่มหวนคืนกลับมาสู่ท้องทุ่งและป่าเขา
หน่อไม่ไผ่อ่อน ผักกูดริมห้วยเริ่มแตกหน่อผลิยอดอ่อนให้เป็นอาหารที่กระท่อมปลายนายามพักเที่ยง
กลางเดือนกรกฎาคม การหว่านไถปักดำเพาะปลูกในท้องทุ่งก็เสร็จสิ้น
การพรวนดินในไร่สวนบนเนินดอยก็ถูกดำเนินการต่อ ฟักทองญี่ปุ่นจากโครงการหลวง
ถั่วพื้นบ้าน ข้าวโพดที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้บนครัวไฟ ก็ถูกนำมาเพาะหว่านลงหลุมที่เตรียมไว้
รถฝนฟ้าช่วยรดน้ำ ขี้วัวจากคอกใต้บ้านใช้ใส่เป็นปุ๋ย สิงหาคม มาเยือน
สาลี่ผลไม้ของโครงการหลวงที่ส่งเสริมให้ปลูกในสวนข้างบ้าน และหัวไร่ปลายนาเริ่มสุกให้ลิ้มลองความหวาน
ในเดือนถัดมาท่ามกลางสายฝนที่หนักหน่วง ลูกพลับสีเหลืองส้มก็สุกตามมาอีก
ช่วงนี้เลยกลายเป็นช่วงอุดมสมบูรณ์ที่สุดของบ้านดอย การพบปะเชื่อมความสัมพันธ์โดยประเพณีมัดมือก็เกิดขึ้น
เปรียบเสมือนการเลี้ยงฉลองหลังเสร็จการเพาะปลูกและระหว่างรอการเก็บเกี่ยว
ตุลาคม
หนาวระลอกแรกเริ่มโชยมากับสายลม ดอกบัวตองเริ่มเต่งตูมที่ปลายยอด
ดอกข้าวชูช่อขาวนวลกลางท้องทุ่งสีเขียวแก่ ดอกข้าวเปลี่ยนเป็นรวงสีเขียว
ใบข้าวก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ลมหนาวเริ่มพัดแรงขึ้น ปลายตุลาคมการเก็บเกี่ยวก็เริ่มขึ้น
กองข้าวที่ถูกวางเรียงรายล้อมเป็นวงกลมกลางทุ่งนา โดยมีดอกบัวตองสีเหลืองล้อมทุ่งนาไว้อีกชั้น
ช่างงดงามตาแก่ผู้มาเยือน เพื่อนนักเดินทางเริ่มทยอยเข้าลิ่มรสอายหนาวท่ามกลางป่าสน
ประเพณีแต่งงานก็เกิดขึ้นหลายคู่ เพราะลมหนาวเป็นใจให้ดอกรักเบ่งบานบนบ้านดอยอีกครั้ง
และแล้วฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองช่วงปลายปีก็วนเวียนมาบรรจบอีกหน
วิถีชีวิตหมุนเวียนไปตามวัฏจักรของกาลเวลา คุณค่าก็เกิดขึ้นหลังจากบางสิ่งได้จากไป
และหมุนเวียนกลับมาใหม่ในฤดูกาลต่อมา
................................... |
|
Real
Culture in spirit of Pwakeryaw Wisdom
บรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึก ความสำนก
ความเชื่อ ความฝัน ความหวัง การรอคอยผ่านกาลเวลา ประสบการณ์ที่ลองผิดลองถูก
สั่งสมบ่มเพาะจากบรรพชนคนปวาเก่อญอ ผูกโยงเรื่องระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ
ปริศนาแห่งธรรมชาติถูกแทรกซ้อนซุกซ่อนอยู่ในทุกอณูรอบตัว เสื้อผ้า
อาหาร เครื่องนุ่งห่ม บ้าน ข้าวของเครื่องใช้ สัตว์เลี้ยง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างและจัดวาง
ภายใต้กฎเกณฑ์ท่าอดคล้องสมดุล เคารพนบน้อม เกื้อกูล พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
มีการถ่ายทอดผ่าน อื่อธา ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ ที่ดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมายที่สำคัญต่อทุกสรรพสิ่ง
วันเวลาได้นำพายุคสมัยนำพาสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่สิ่งเก่า
ประเพณีพิธีกรรมความเชื่อบางอย่างถูกลบเลือนบางอย่างคงอยู่ บางอย่างถูกดัดแปลงปรับประยุกต์เพื่อรับใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
บางอย่างกำลังถูกฟื้นฟู เพราะได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่จะสูญสิ้นไป
ในยุคสมัยที่ทุนนิยมเบิกบานกระแสบริโภคนิยมได้หลั่งไหลเข้าไปในทุกที่
แต่ที่นี่ยังดีที่มีเทือกดอยคอยดักการเดินทางของกระแสทุนให้ช้าลง
ประกอบกับความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม ยังพอรับมือกับวัฒนธรรมใหม่ได้
|
|
|
แต่...
ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาล
ความเหมาะสมของดุลยภาพ ความเพียงพอ จะอยู่ที่ตรงไหน บทเรียนจากเหตุการณ์ผ่านวันเวลา
คงสอนคนปวาเก่อญอให้ได้เรียนรู้ปรับตัวเหมือนบรรพชนเคยผ่านมา.....
|
|
| |
|
|
|
Copy
right 2006@Sumbala Team |
|