| |
หากเพื่อนๆ
ท่านใดมีเรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกต่อ หรือต้องการร่วมเดินทางสู่การเยี่ยมเยียนเรียนรู้
กับทีมงานซัมบาลา
สามารถติดต่อได้ที่
087-382-5564 หรือ 081-786-9341
หรือ E-mail มาที่
sumbalaland@yahoo.com หรือ
MSN
chat :
sum_bala@hotmail.com |
|
...................................................................................... |
นักสานฝันสู่การท่องไปในอาณาจักรซัมบาลา |
...................................................................................... |
| |
 |
นักสรรค์สร้าง
: โดย "ลุยเดี่ยว" |
|
ฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวของลูกชาวนาคู่หนึ่งที่มีความรักให้แก่กันและกันอย่างยิ่ง
ครอบครัวที่มีแต่ความอบอุ่น มีทั้งพ่อ แม่ พี่สาวและพี่ชาย
แม้จะขาดแคลนเงินทอง แต่ครอบครัวฉันไม่เคยขาดแคลนความรักและความเข้าใจ
ฉันใช้ชีวิตเล็กๆกับครอบครัวที่ไม่ใหญ่ในจังหวัดพิจิตรที่แสนจะสงบ
เต็มไปด้วยทุ่งนาและป่าข้าว การเกิดเป็นลูกสาวคนเล็กไม่ได้ทำให้ฉันถูกพ่อแม่ตามใจหรือเอาใจใส่เกินกว่าพี่ๆ
ฉันอาจจะโชคดีกว่าพี่ที่ไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก แต่พ่อแม่ก็สอนให้ฉันทำงานเป็นทั้งงานบ้านและงานในนา
ให้รู้จักอดทน ไม่ให้คนอื่นมาว่าได้ว่าฉันเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
ช่วงชีวิตในวัยเด็กของฉันเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก ฉันไม่เคยรู้จักความรู้สึกของเด็กเวลาได้เล่นตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์
เพราะฉันไม่มีสิ่งเหล่านี้ ฉันรู้จักแต่ความสนุกเมื่อได้ขี่ม้าก้านกล้วย
ได้พาเรือที่ทำจากไม้งิ้วลงแข่งกับเพื่อนๆ ความหวาดเสียวตอนอยู่บนต้นไม้
หรือเวลาว่ายน้ำอยู่ในลำคลอง และความสุขเมื่อได้ร้องเพลงให้ต้นข้าวฟังอยู่กลางทุ่งนา
การไม่มีของเล่นราคาแพงไม่ใช่สิ่งที่สร้างปัญหาให้ฉันเลยสักครั้งเดียว
ฉันเริ่มต้นชีวิตการเรียนในโรงเรียนวัดใกล้ๆ
บ้าน จนมีโอกาสได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด ผู้คนแปลกไป
จากเด็กน้อยผู้รู้จักแต่ทุ่งนา ก็ได้มาสัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
มากมาย ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนเมืองเหล่านั้น ชีวิตของฉันมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง
เมื่อฉันสามารถสอบเข้าเรียนต่อในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ฉันต้องจากบ้านมาใช้ชีวิตตามลำพังที่กรุงเทพฯ กับคนแปลกหน้าที่ต้องเจอนับร้อยพัน
วันนั้นฉันยังไม่รู้จักตัวเองเลยว่าฉันต้องการจะทำอะไรในอนาคต
รู้แต่ว่าฉันคงจะไม่เลือกเรียนทางด้านการเกษตรอย่างแน่นอน
เพราะไม่อยากที่จะเหน็ดเหนื่อยเช่นเดียวกับพ่อและแม่ของฉัน
วันนี้ฉันกลับคำนึงถึงชีวิตสงบเงียบกลางทุ่งกว้าง ฉันรู้เมื่อฉันได้ออกมาจากความเป็นตัวตนไกลแสนไกล
ก้าวแรกที่ฉันได้เหยียบบนผืนแผ่นดินบางกอก
ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากกับรถราที่ดูจะมากเกินความจำเป็นของคนกรุง
ฉันยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ฉันไม่สามารถทักทายพวกเขาได้สนิทสนมเลยซักคน
ฉันรับรู้ได้เลยทันทีว่า กรุงเทพฯ เมืองที่หลายคนใฝ่ฝัน
คงจะไม่ใช่ที่ที่ฉันจะฝากชีวิตไว้เป็นแน่แท้ ในมหาวิทยาลัยฉันมองเห็นความสุขที่แตกต่างของคนในสังคม
ทั้งคนจนและคนมั่งมี แม้จะเป็นสังคมเล็กๆ แต่มันก็สอนให้ฉันได้รู้จักและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นสุข
หลังจากเรียนจบ
ฉันใช้ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยกล้าๆ กลัวๆ ฉันรับรู้แล้วว่าชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
สิ่งที่ฝัน อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่สิ่งนั้นก็เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตก้าวไป
เพื่อไปสู่ฝันได้...ในอนาคต
นอกจากการอ่านหนังสือแล้ว
การเดินทางเป็นสิ่งที่ฉันรักมากที่สุด การได้เดินทางสู่โลกกว้าง
ได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ สถานที่อันสวยงาม ศิลปวัฒนธรรมที่ได้พบพาน
ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าทางจิตใจทั้งสิ้น ... ฉันอยากบอกเล่าการเดินทางที่ได้ก้าวย่างไป
ส่งผ่านความรู้สึกที่ได้รับรู้และสัมผัส นำไปสู่การพาผู้คนไปให้พบเจอทุกสิ่งอย่างเฉกเช่นที่ฉันได้สัมผัสมาก่อน...
นี่แหละ...ฝันที่เป็นจริง....
|
|
| |
|
 |
นักสร้างสรรค์ :
โดย "สร้างสรรญจร" |
|
กว่า
10 ปีในการเรียนรู้ ฝึกฝน ปฏิบัติ และลงมือทำจริงในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศไทย
ความคิดทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากการสั่งสม การเพาะบ่ม การลองผิดลองถูก
การแลกเปลี่ยน การสนทนา การรับฟัง พูดคุย และร่วมทำกับผู้คนที่หลากหลาย
จนได้กลั่นกรอง ประมวล เรียบเรียง ออกมาประกอบกับสิ่งที่เคยทำ
กำลังทำและอยากจะทำ ที่ตนเองถนัด ชอบ ทำได้ และมีความสุขที่ได้ทำ
ปี 2537-3539
ขณะที่เรียนปริญญาตรีที่ แม่โจ้ ได้เดินทางออกนอกห้องเรียน
ออกนอกระบบบ่อยครั้ง จากเหตุการณ์ ค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่บ้านชาวล๊วะมืดหลอง
อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อาจเป็นประกายไฟแรกในการเดินทางเพื่อการเรียนรู้
จนเกิดการออกค่ายด้วยตนเองกับเพื่อนๆอีก 3 4 คน โดยการเดินทางไปร้องเพลงให้เด็กชาวเขาฟัง
ในช่วงปิดเทอม เกือบทุกชนเผ่าบนดอยภาคเหนือ
ปี 2540
เข้าสู่วิถีแห่งจิตอาสา ของหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัคร ม.ธรรมศาสตร์
ที่มีอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นผู้ก่อตั้ง ได้เข้าไปใช้ชีวิตในชนบท
ตั้งแต่สุพรรณบุรี ลำปาง อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และปฏิบัติงาน
ที่กาฬสินธุ์ จบหลักสูตร 1 ปี ทำโครงการป่าชุมชนต่อ บอ.ปี2
ที่หมู่บ้านเดิม เสมือนการได้ออกค่ายคนเดียวในหมู่บ้าน 2
ปี ได้สร้างสรรค์กิจกรรมกับชาวบ้านและเยาวชนมากมาย ทั้งทางด้านอนุรักษ์ธรรมชาติ
และวัฒนธรรมภูไท
ปี
2543 เข้าสู่วิถีคนดนตรีกลางคืนอีกครั้ง ในเมืองเชียงใหม่
ก่อนเดินทางไปเป็นนักดนตรีสื่อความหมาย ของศูนย์บริการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ ทำหน้าที่สันทนาการ เดินป่า
ดูนก ดูดาว จัดค่ายต่างๆ อยู่ปีกว่าๆ ก็พาตัวเองเข้าไป ทำงานกับกองพัฒนาเกษตรที่สูง
ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่โครงการหลวงวัดจันทร์
ไปๆมาๆ หลงไหลในวิถีของชาวปวาเก่อญอ แต่ขัดแย้งทางความคิดกับ
ผู้บริหารส่วนกลาง เลยขอลาบวช ที่บ้าน จ .ตรัง
ปี 2546
รับงานเขียนรายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น กับ สกว.สุรษฎร์ธานี
ก่อนทำโครงการสืบสานภูมิปัญญาศรีวิชัย ที่สุราษฎร์ธานี จนจบโครงการ
จึงออกเดินทางสู่ล้านนาอีกครั้ง
ปี 2548 เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของฤดูกาลและวันเวลา ที่ตัวเมืองแม่แจ่ม
เพื่อทำโครงกิจการ Kwang
life style & culture learning program
กับกลุ่มนักศึกษาต่างชาติและผู้สนใจศิลปวัฒนธรรมเชิงลึก
รวมทั้งบันทึกภาพความงามของเมืองแจ๋ม ไว้มากมาย
ปี 2549 กลับบ้านเกิดอีกครา ช่วยศึกษาโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนผู้เป็นจุดคานงัด
เพื่อฟื้นฟูศักยภาพพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ที่จ.ตรัง รับเขียนรายงานวิถีชีวิตมอแกน
ที่พังงา ระนอง รับแสดงดนตรีในค่ายกิจกรรมที่หลากหลาย และถ่ายภาพทำโปสการ์ดทำมือ
สื่อสร้างสุข ส่งแบ่งปันและจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ
จนกระทั่งเกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่แค่
เล่นดนตรี ร้องเพลง เขียนหนังสือหรือถ่ายภาพ แต่กำลังเชื่อมประสานระหว่างความรู้กับความรู้สึก
ให้เชื่อมโยงถึงกันเพื่อให้เกิดความตระหนักถึง ความสงบกายและสุขใจ... |
|
| |