|
เมษายน
เดือนที่ทุกคนต้องยกให้เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน
เส้นทางการท่องเที่ยวของเหล่านักเดินทางทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน
หลายคนก็หนีร้อนไปลงทะเล ยอดภูสูงที่เคยมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนนับหมื่นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาก็เงียบเหงาลง
เพราะการเดินป่าในหน้าร้อนเช่นนี้ จะทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
ต้นไม้ใบหญ้าแสนจะแห้งแล้ง แต่ใครจะรู้บ้างว่า ยอดภูในหน้าร้อนก็สวยและมีสิ่งจูงใจให้ขึ้นไปเยือนไม่แพ้ฤดูอื่นๆเลยทีเดียว
ภูกระดึง ภูแห่งหัวใจ ตำนานรักของคนหลายชั่วอายุคน เป็นยอดภูหนึ่งที่มีผู้พิชิตเรือนหมื่นไปเยือนในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา
และในฤดูร้อนเช่นนี้ยังมีกลุ่มคนอีกนับร้อยต้องการไปเยือน
ป่าปิด ผืนป่าซีกใหญ่ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยได้เข้าไป |
|
ป่าปิด
เป็นบริเวณพื้นที่ป่าบนภูกระดึง อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าทั้งหลายที่ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าในช่วงปกติ
ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติภูกระดึงจะมีการเปิดให้เข้าไปได้เพียง
2 เดือนเท่านั้น คือ เดือนเมษายน และพฤษภาคม หากจะเข้าไปในป่าปิดดังกล่าว
จะต้องมีการอนุญาตจากทางอุทยาน พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่นำทางอีกด้วย
โดยป่าปิดมีด้วยกัน 2 เส้นทาง คือ เส้นน้ำตกขุนพองและเส้นผาส่องโลก
ปัจจุบันเปิดให้เพียงเส้นทางเดียวคือเส้นทางสู่น้ำตกขุนพอง
น้ำตกอันยิ่งใหญ่แห่งผืนป่าภูกระดึง
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือนเมษายน ความร้อนบางส่วนถูกลดทอนลงด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมาในช่วงที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านี้
ใบไม้และใบไผ่แห้งสีทองปลิดปลิวลงสู่ผืนดินทั่วทั้งบริเวณทางขึ้นสู่ยอดภูกระดึง
ต้นไม้บางส่วนเริ่มผลิใบอ่อนสีเขียวอ่อนตัดกับสีทองของต้นไม้
ชีวิตที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แสงแดดที่ทะลุผ่านเงาไม้อาจะร้อนแรง
แต่ไม่อาจบั่นทอนเรี่ยวแรงของนักเดินทางลงได้แม้เพียงก้าวเดียว |
|
|
|
ก้าว
ก้าว ปีน ก้าว ปีน.... อย่างไม่หยุดยั้ง ผ่านซำแล้วซำเล่า
ร้านค้าที่มีมากมายตามซำต่างๆ ในช่วงหน้าหนาว คงเหลือเพียงหนึ่งถึงสองร้านเท่านั้นในช่วงนี้
มีกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเพียงสองสามกลุ่ม เหนื่อยนักก็พักก่อน
มีแรงก็ไปต่อ ใบหน้าที่เริ่มเหน็ดเหนื่อยของเพื่อนร่วมเดินทางย่อมมีบ้าง
แต่ไม่มีรอยย่อท้อ โค้งหน้าก็ถึงแล้ว หวังว่านะ.....
ระยะกว่า 5 กิโลเมตรในระดับความสูงชันที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละซำ
ในที่สุดพวกเราก็ผ่านพ้นบันไดขั้นสุดท้าย
ถึงแล้ว...หลังแป
หลังแป พื้นที่ราบจุดแรกที่ได้เจอหลังจากที่ได้ปีนป่ายขึ้นมาบนภูกระดึงแห่งนี้
เปลวแดดยามเที่ยงกระทบผืนทรายระยิบระยับ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส
ก้อนเมฆสีขาวถูกจัดวางบนแผ่นฟ้าอย่างเป็นระเบียบ ตัดกับสีเขียวอ่อนของยอดสนที่กำลังผลิใบที่สูงลดหลั่นกันออกไป
จากจุดนี้พวกเราจะต้องเดินเท้าไปตามพื้นราบเข้าไปยังศูนย์วังกวางอีกประมาณ
3 กิโลเมตร และสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอมาก่อนหน้านี้
ก็คือดงดอกเอนอ้าที่บานสะพรั่งสีชมพูอยู่เต็มต้นในดงสนตลอดทางทั้งสองฟากข้าง
แซมด้วยกุหลาบขาวและดอกกระเจียวประปราย ทำให้เพลิดเพลินใจจนลืมความเมื่อยเลยทีเดียว
ร่องรอยของผู้พิชิตที่ย่างเหยียบลงบนผืนทรายนับหมื่นคู่ถูกลบเลือนไปด้วยลมและสายฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นระยะ
จนเลือนรางเต็มที และคงเลือนหายไปในที่สุด เพื่อรอการกลับมาเยือนของผู้พิชิตอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
|
|
เดิน...ซ้าย
ขวา ซ้าย.... ไม่นานนัก พวกเราก็มาถึงศูนย์วังกวาง สถานที่พักของเราในอีกสองวันต่อจากนี้
จุดกางเต้นท์ในครั้งนี้ คือ ศาลา เพื่อใช้เป็นที่หลบฝนและหลีกเลี่ยงที่จะเจอเพื่อนผู้มากับความเงียบที่ไม่ได้รับเชิญ
นั่นคือ ทาก หากมีฝนตกขึ้นมาจริงๆ
ฤดูร้อนเป็นช่วงฤดูที่พระอาทิตย์ขึ้นและตกสวยกว่าทุกๆฤดู
ฉะนั้นหลังจากที่พวกเราเก็บข้าวของในเต้นท์และรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว
จึงไม่รีรอเลยที่จะเริ่มปฏิบัติการตามล่าหาพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้ากันในช่วงเย็นนี้ทันที
โดยเลือกใช้เส้นทางจากศูนย์วังกวาง เดินสู่ลานพระพุทธเมตตา
เข้าทางสระแก้ว ออกสู่ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ ผาแดง และผาหล่มสัก
จุดเฝ้ารอการสิ้นแสงของพระอาทิตย์ที่สวยที่สุดบนยอดภูกระดึง
ผาหล่มสักในวันนี้ มีคนมาเยือนน้อยมาก ต้นสนและลานหินอันเป็นสัญลักษณ์ถูกระดึงยังคงอยู่ที่เดิม
พระอาทิตย์ยังไม่ขี้เกียจส่องแสง พระอาทิตย์ค่อยๆ อ่อนแสงลงเรื่อยๆ
เหลือเพียงดวงกลมโตสีแดง ขยับทีละน้อยๆ เข้าสู่กิ่งสนและคล้อยต่ำลงสู่ลานหิน
และลับหายเข้าไปในหมู่เมฆ ท้องฟ้ายามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงแผ่กระจายทั่วท้องฟ้า
แม้คนจะเปลี่ยนแปลงไป แต่พระอาทิตย์ไม่เคยเปลี่ยน ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สวยงามเกินคำบรรยายจริงๆ |
|
|
|
เมื่อสิ้นแสงพระอาทิตย์
ยามค่ำคืนก็เข้ามาแทนที่ ได้เวลาเดินกลับสู่ที่พักกันแล้ว
แสงแปลบปลาบของสายฟ้าบนท้องฟ้าไกลๆ แสดงถึงว่า คงจะมีสายฝนไปเยือนที่ใดที่หนึ่งในคืนนี้
พวกเราจึงเร่งฝีเท้าเพื่อกลับสู่ที่พัก ความเหนื่อยและเมื่อยล้าจากการเดินทั้งวันย่อมต้องมีอย่างแน่นอน
นั่นคือสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย แต่...สิ่งที่ได้พบเจอ
ความสวยงามเกินคาดหมายที่พบเจอมาทั้งวันเช่นกัน ย่อมทดแทนกันได้เสมอ
ฝนโปรยปรายลงมาในช่วงรุ่งสางนั่นเอง...
เช้าวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง วันของการเข้าป่าปิด เป้าหมายหลักของการเดินทางในครั้งนี้
ความยิ่งใหญ่แห่งการน้ำตกขุนพองยังคงรอการไปเยือนของพวกเรา
อาหารกลางวันและน้ำดื่มถูกบรรจุลงสู่กระเป๋า การแต่งกายที่รัดกุม
เพราะครั้งนี้คงได้เผชิญหน้ากับเจ้าทากน้อยอย่างเต็มรูปแบบ
วันนี้แทบไม่มีแสงแดดเล็ดลอดออกมาจากหมู่เมฆเลยทีเดียว
แบ่งกลุ่มเข้าป่าปิด 10-15 คนต่อเจ้าหน้าที่ 1 นาย เพื่อช่วยนำทางและรักษาความปลอดภัยให้กับทุกๆคน
พวกเราเริ่มออกเดินเท้าประมาณแปดโมงเช้า มุ่งหน้าสู่ป่าปิด
กุหลาบขาวเบ่งบานต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นด่านแรก ดงดอกเอนอ้าและดอกกระเจียวกระจายทั่วไปในป่าสน
เอื้องหลากหลายพันธุ์ตามคบไม้ และดอกหญ้ามีให้เห็นตามทาง
ผู้หลงใหลในดอกไม้ แทบจะไม่อยากเดินต่อเลยทีเดียว พูดได้คำเดียวเลยว่า
สวย |
|
ผ่านดงสน
สู่ป่าหญ้าคา สายลมพัดเอื่อยๆ พอให้คลายความอบอ้าวลงไปได้มาก
ใบหญ้าพลิ้วไหวลู่ลมดั่งเต้นระบำ มีร่องรอยของแนวกันไฟที่ทางอุทยานทำไว้ก่อนหน้านี้
ต้นหญ้าสีเขียวอ่อนที่เพิ่งขึ้นมาตัดกับสีเขียวแก่ของหญ้าเก่าเป็นริ้วๆ
จากเขาสู่เขา พวกเราได้หยุดพักเหนื่อยกันก่อนทางแยกลงสู่เบื้องล่าง
ตรงด้านหน้าจะเป็นกำแพงเมืองจีน ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของภูเขา
บางส่วนมีการยุบตัว แต่บางส่วนยังคงเดิม ทำให้เกิดเหมือนเป็นกำแพงหินยาวไปตามภูเขาหลายลูกเหมือนกำแพงเมืองจีน
และจุดเบื้องหน้าหากเมฆหมอกไม่หนามากนักจะสามารถมองเห็นสัณฐานของภูหลวงได้อีกด้วย
การเดินลงสู่ทางด้านล่างค่อนข้างชัน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคบ้างเล็กน้อย
มีหินก้อนมหึมามากมายเรียงรายตามทางเดิน จะสังเกตเห็นว่ามีร่องรอยเป็นหลุมลึกบ้าง
ตื้นบ้างในแผ่นหิน ซึ่งน่าจะเกิดจากการพัดพาของแรงน้ำที่มีพลังมหาศาลในสมัยอดีตจนสามารถพัดหินก้อนขนาดเล็กระทบหินก้อนใหญ่จนเป็นรอยลึกในเนื้อหิน |
 |
|
|
ด้านล่าง
ความชื้นมีมากขึ้น ซึ่งความชื้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยของทากนั่นเอง
พวกเราเดินลงสู่เส้นลำธาร เอื้องจำนวนมากชูช่อเบ่งบานท้าทายสายตาแก่ผู้มาเยือน
บริเวณนี้เป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางหาอาหารของช้างป่า
โดยสังเกตได้จากมูลช้างทั้งเก่าและใหม่ พวกเราเริ่มสำรวจทากตามเท้าและรองเท้า
ซึ่งก็ได้เจอกันถ้วนหน้าคนละตัวสองตัวพอเป็นกษัย ใช้เวลาในการปีนเขาลงห้วย
ผ่านก้อนหินน้อยใหญ่มาพอสมควร ในที่สุดก็ได้พบกับความยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำของน้ำตกขุนพองอยู่เบื้องหน้า
แม้ในยามแล้งเช่นนี้ ปริมาณน้ำมิใช่น้อยที่ไหลลงมากระทบแผ่นหินเบื้องล่างเสียงดังกึกก้องทั่วพงไพร
ยามฝนน้ำตกแห่งนี้คงจะสวยและดูยิ่งใหญ่กว่านี้นับร้อยเท่าเลยทีเดียว
เสียดายที่ใบเมเปิลยังคงไม่เปลี่ยนเป็นสีแดง ฤดูกาลที่ใบเมเปิลแห่งผืนป่าภูกะดึงจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสดทั่วทั้งป่าในปีนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง
เนื่องมาจากอากาศที่หนาวสลับร้อนอย่างเฉียบพลันนั่นเอง
พวกเราใช้สถานที่ตรงนี้เป็นที่รับประทานอาหารกลางวัน ถือว่าเป็นมื้อที่วิเศษที่สุดก็ว่าได้
ข้าวสวยกับหมูแดดเดียว น้ำพริกตาแดง เคล้าเสียงน้ำตก
ซู่ ซ่า ซู่ ซ่า... อยู่ด้านหน้าวงอาหาร
ท้องฟ้าด้านบนเริ่มส่งเสียงขู่คำรามมาเสียแล้ว หลังจากชื่นชมกับบรรยากาศกันมาได้พักใหญ่
ก็จัดแจงข้าวของเตรียมตัวกลับ โดยวนไปอีกเส้นทางหนึ่ง
สองข้างทางก็ได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา |
|
หินรูปจานบิน
ที่ถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งในป่าปิดแห่งนี้ เมื่อมีโอกาสได้เข้าป่าปิดแล้วจะต้องไปดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย
ก้อนหินมหึมาเอียงทำมุมราว 45 อาศา บนฐานที่มั่นคง ความบังเอิญของธรรมชาติ
กลายเป็นความลงตัวในเวลาต่อมา พวกเราเดินกลับมาสู่เส้นทางกำแพงเมืองจีนอีกครั้ง
แม้อากาศจะไม่ร้อนแรง ท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่ก็เรียกเหงื่อออกมาได้ไม่ใช่น้อย
ช่วงเช้าที่เดินผ่านตรงจุดนี้ หมอกยังคงกระจุกตัวหนาแน่น
ไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าได้ แต่ในช่วงบ่ายหมอกเริ่มจางลงแล้ว
สัณฐานภูหลวงที่ตั้งตระหง่านก็โผล่แหวกม่านหมอกออกมาให้เห็น
แม้จะเป็นเพียงแค่เงาเลือนรางเท่านั้น
ออกจากป่าปิดราวบ่ายสามโมง วันนี้พวกเรายังมีเวลามากพอที่จะเดินชื่นชมความงามแห่งภูกระดึงยามหน้าร้อนได้อีกมากมาย
พวกเราจึงใช้เส้นทางเดินสระแก้ว ผานาน้อยอีกครั้ง เพื่อจะไปรอแสงอาทิตย์สุดท้ายที่หนีหายไปทั้งวันในวันนี้ที่ผาหมากดูก
ขณะที่พวกเราเดินมาถึงผานาน้อยสายลมพัดพาสายหมอกที่เกิดจากฝนตกที่ด้านล่างขึ้นมาที่หน้าผาและกระจายสู่ดงสน
เป็นภาพที่น่าประทับใจที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อได้มาเยือนภูกระดึง |
|
|
|
บรรยากาศยังคงมืดครึ้ม
แสงอาทิตย์คงไม่ส่องแสงเหมือนเคยแน่ๆ พวกเราจึงตกลงใจที่จะหยุดพักกายและปล่อยอารมณ์เพื่อซึมซับกับธรรมชาติกันที่ผาจำศีล
ผาที่มักถูกลืมอยู่เสมอ ป่าไผ่ยืนเบียดกันแน่นขนัดอยู่ทางเบื้องล่างหน้าผา
นกนางแอ่นบินเวียนวนไปมานับสิบตัว ด้านหน้าจะสามารถมองเห็นสัณฐานน้ำหนาวได้อย่างชัดเจน
บริเวณลานหินมีปุ่มหินอยู่ช่วยนวดฝ่าเท้าคลายความเมื่อยล้าที่เกิดจากการเดินมาทั้งวันได้เป็นอย่างดี
ดอกกระเจียวทั้งสีขาวและสีชมพูโผล่พ้นพื้นดินเป็นลานกว้างตามเส้นทางเลียบหน้าผา
คงอีกไม่นานก็จะกลายเป็นทุ่งดอกกระเจียวอย่างแน่นอน วันนี้สิ้นสุดลงด้วยความอิ่มเอมใจ
จุดมุ่งหมายของการเดินทางเข้าป่าปิดก็ประสบผลสำเร็จลงด้วยดี
ได้พบเจอสิ่งสวยงามที่เหนือจากความคาดหวังไว้อีกมากมายเลยทีเดียว |
|
เช้าวันสุดท้ายบนภูกระดึง
เราเปลี่ยนเส้นทางจากชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น เป็นการไปชมหมอกยามเช้าในสวนสนที่ผาหมากดูก
และหลังจากนั้นจะใช้เส้นทางเลียบหน้าผาเดินกลับสู่หลังแปแทนเส้นทางที่คุ้นเคย
เส้นทางเดินยามเช้า บรรยากาศดูจะคล้ายในหน้าหนาวเป็นอย่างยิ่ง
ดงสนที่เต็มไปด้วยหมอกกระจายอยู่ทั่วไป ตลอดทางเดินจะสังเกตเห็นรอยเท้าหมูป่าที่ออกมาเดินหาของกินในยามค่ำคืนที่ผ่านมา
ยิ่งใกล้บริเวณหน้าผามากเท่าใด หมอกยิ่งหนามากขึ้นเท่านั้น
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะด้านล่างมีฝนตกมามากในช่วงกลางคืนนั่นเอง
พวกเราใช้เวลาไม่นานนักก็เดินมาถึงหลังแปอีกครั้งหนึ่ง
มองย้อนกลับไปทางเบื้องหลัง เพื่อเป็นการล่ำลายอดภูก่อนลงสู่พื้นล่าง
แสงแดดออกมาทักทายกันหลังจากที่หายไปนาน และส่องแสงร้อนแรงขึ้นตามเวลาที่ล่วงเลย
สองข้างทางยังคงสวยงามเช่นวันแรกที่มา |
|
|
|
ผู้คนสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
แต่ต้นไม้ยังคงยืนตระหง่านอยู่ดังเดิม
ใบแห้งร่วงหล่นไป ใบใหม่ย่อมผลิมาแทนตามฤดูกาลที่ผันแปร
เพื่อรอว่าวันข้างหน้าเหล่าผู้พิชิตภูกระดึงจะกลับมาอีกครั้ง.....
|
|
| |
Copy
right 2006@Sumbala Team |